top of page

Workplace Trends 2026: 8 แนวโน้มที่คนออกแบบออฟฟิศควรรู้

  • รูปภาพนักเขียน: Kopchai
    Kopchai
  • 3 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

สรุปและตีความจาก “10 Workplace Trends for 2026” ของ Gensler พร้อมปรับให้เข้ากับบริบทไทย


workplace trends 2026

ทำไม “เทรนด์ออฟฟิศ 2026” ถึงสำคัญกับองค์กรในไทย

ปี 2026 คำถามของออฟฟิศไม่ใช่ “จะบังคับให้กลับมา 100% ได้ไหม” แต่คือ “ถ้าให้คนมา… ออฟฟิศต้องให้เหตุผลที่คุ้ม” คุ้มเวลาเดินทาง คุ้มพลังงาน คุ้มสมาธิ และคุ้มต่อการทำงานร่วมกัน


Gensler สรุปภาพใหญ่ไว้ชัดว่า ปี 2026 คือปีของ "bold moves + human-first" และ AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม

แต่เริ่ม ‘เข้าทีม’ แต่ถ้าจะนำมาปรับใช้กับไทย เรามีโจทย์เฉพาะ เช่น พื้นที่เช่า ขนาดออฟฟิศจำกัด เสียงรบกวน ความร้อน การประชุมถี่ และวัฒนธรรมการทำงานที่ “อยากคุยแต่ก็ต้องไม่รบกวนกัน”


บทความนี้ The Collective Studio จึง “คัด + รวม” ให้เหลือ "8 แนวโน้มที่นำไปใช้ได้จริงที่สุดสำหรับการออกแบบสำนักงานในไทย"


workplace trends 2026

1) AI จาก “เครื่องมือ” → “เพื่อนร่วมทีม” (AI-ready workplace)

In: Working with AI | Out: Using AI 

ความหมายคือ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือค้นหา แต่กลายเป็น agent ที่เข้ามาร่วมประชุม ช่วยสรุป ช่วยจัดการข้อมูล และทำงานร่วมกับทีมได้

  • “ห้องประชุม” ต้องอัปเกรดเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันจริง ไม่ใช่ห้องคุยแล้วจบ

  • สิ่งสำคัญกว่าจอใหญ่ คือ เสียงชัด + ห้องไม่ก้อง + แสงดี (เพื่อให้ AI/ระบบบันทึก/ทีม remote ใช้งานได้)

  • เพิ่มมุมทำงานที่เหมาะกับงานคิด/งานเขียน/งาน review (เพราะการทำงานกับ AI มักต้องใช้สมาธิ)

เริ่มแบบไม่ต้องลงทุนหนัก

  • ปรับ acoustic ห้องประชุม (วัสดุดูดซับเสียง/ลดสะท้อน)

  • ตั้งมาตรฐาน “ประชุมแล้วต้องได้ output” เช่น minutes + action list ภายใน 24 ชม.


ออกแบบออฟฟิศ

2) เลิกนับ “คนเข้าออฟฟิศ” แล้ววัด “ความเชื่อมต่อ” (Connection-first office)

In: Human Connection | Out: Occupancy Metrics

คนอาจเข้ามาออฟฟิศมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าเกิดผลลัพธ์จริง หากออฟฟิศยังไม่สร้างการเชื่อมต่อ/ความเป็นทีม/ความรู้สึก belong

หลายองค์กรเจอภาพเดิม: เข้ามาแล้ว “เสียบหูฟัง—ทำงานคนเดียว”คำถามคือ “มาเพื่ออะไร”

ดังนั้นออฟฟิศยุคใหม่ควรมี “พื้นที่ที่ทำให้การพบกันเกิดขึ้นง่าย” (แบบไม่ฝืน ไม่เกร็ง)

Design moves ที่เวิร์ค

  • สร้าง Social Node 1 จุดที่ตั้งใจทำจริง (ดีกว่ากระจาย pantry เล็กๆ หลายมุม)

  • ออกแบบให้เกิด “serendipity” เช่น โต๊ะยืนคุย จุดกาแฟที่ไม่อึดอัด ที่นั่งสบายที่คุยงานได้

workplace trends 2026

3) จาก “ข้อมูลเยอะ” → “Insight ที่ใช้ตัดสินใจได้” (Smarter workplace metrics)

In: Insights | Out: Data Proliferation

องค์กรจำนวนมากมีข้อมูลมากขึ้น แต่กลับตัดสินใจยากขึ้น เพราะข้อมูลไม่ถูกแปลเป็น insight ที่นำไปปรับพื้นที่และวิธีทำงานได้

วัดให้น้อย แต่ใช้ให้จริง

  • ทำ “post-occupancy mini review” หลังย้ายเข้า/รีโนเวท 30–60 วัน

  • วัดไม่กี่เรื่องที่กระทบชีวิตจริง: เสียง, แสง, ห้องประชุมพอไหม, จุดคอขวด, ความเป็นส่วนตัว, flow การรับแขก


รีโนเวทสำนักงาน

4) เลิกเหมารุ่น (Gen) แล้วออกแบบตาม “ช่วงชีวิตการทำงาน” (Career-stage design)

In: Career Stage | Out: Generational Stereotypes

เพราะความต้องการในออฟฟิศไม่ใช่เรื่องอายุอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง “บทบาทและช่วงของอาชีพ” มากกว่า

  • early-career: ต้องการเรียนรู้/โค้ช/นั่งใกล้ mentor

  • mid-career: ต้องการ teamwork + collaboration ที่ไว

  • leadership: ต้องการจุดที่เข้าถึงทีมง่าย แต่มีสมาธิสำหรับการตัดสินใจ


Design moves

  • วาง zoning ตาม “activity” ไม่ต้องแยกตามตำแหน่ง

  • ทำจุด “coach & review” แบบสบายๆ (ไม่เป็นทางการเกิน)


workplace trends 2026

5) Phygital ที่ “ลื่น” ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ “โชว์” (Seamless experience)

In: Phygital | Out: Tech Hype

คนทำงานไม่อยากใช้แอปสิบตัวเพื่อทำเรื่องเดียว พวกเขาอยากได้ประสบการณ์ที่ต่อเนื่องระหว่างพื้นที่จริงกับดิจิทัล  เทคโนโลยีที่ดีในออฟฟิศ คือเทคโนโลยีที่ “แทบไม่รู้สึกว่ามี” แต่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

2 use case ที่คุ้มที่สุด

  • ระบบจองห้องประชุม/พื้นที่ทำงานที่ใช้ง่ายจริง

  • visitor flow / การรับแขก (นัดหมาย-ลงทะเบียน-พาไปห้อง) ที่ไม่วุ่นวาย


ออกแบบออฟฟิศ

6) “มีตัวเลือก” แบบตั้งใจ ไม่ใช่ “แย่งที่นั่ง” (Purposeful abundance)

In: Purposeful Abundance | Out: Musical Chairs

ความหมายไม่ใช่ต้องมีพื้นที่มากขึ้นเสมอ แต่ต้องมี “ตัวเลือกที่ถูกต้อง”

ให้คนเลือกทำงานตามโหมดของตัวเอง ในออฟฟิศไทย ปัญหาใหญ่คือ “เสียง” และ “ความเป็นส่วนตัว”

ดังนั้นตัวเลือกที่ควรมีอย่างน้อย:

  • โซนเงียบที่เงียบจริง (focus)

  • จุดโทร/ประชุมออนไลน์ที่ไม่รบกวนคนอื่น

  • จุดคุยงานเร็วแบบไม่ต้องจองห้อง


เริ่มจากอะไรดี?

  • เพิ่ม phone booth หรือ meeting pod 1–2 จุด

  • จัดมุม quiet corner ด้วยวัสดุช่วยซับเสียง + แสงนุ่มๆ

7) เดินบ้างเพื่อได้โหมดที่ใช่: แยก “คุย” กับ “คิด” ให้ชัด (Inconvenience over proximity)

In: Inconvenience | Out: Proximity 

คือ “ความใกล้” ไม่ได้ทำให้ productive เสมอไป

หากโซนคุยอยู่ติดโซนเงียบ ผลคือไม่มีใครได้ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้น จึงควรออกแบบทางเดิน/flow ให้พาคน “ย้ายโหมด” ได้ง่าย:

  • อยากคุย → ไปโซนคุย

  • อยากโฟกัส → ไปโซนเงียบ

  • อยากประชุมออนไลน์ → ไปจุดที่เหมาะ

นี่มักแก้ปัญหา open plan ได้ดีกว่าการขอให้ทุกคน “เบาเสียงหน่อย”


รีโนเวทสำนักงาน

8) คนไม่ได้มี persona เดียวทั้งวัน: ออฟฟิศต้องรองรับ “mindsets” (Mindset-based workplace)

In: Mindsets | Out: Personas 

คนเราสลับโหมดตลอดวัน: focused, collaborative, curious, stressed ฯลฯ 

ออฟฟิศจึงควรมีพื้นที่ที่รองรับอารมณ์และจังหวะงานที่เปลี่ยนไป

หลายออฟฟิศมีมุมถ่ายรูปสวยๆ แต่ “พักจริงไม่ได้”ลองเพิ่ม “มุมพักใจ” ที่ใช้งานได้จริง:

  • ที่นั่งสบาย แสงนุ่ม

  • ไม่อยู่กลางทางเดิน

  • มีความเป็นส่วนตัวเล็กน้อย

  • พื้นที่เล็กๆแบบนี้ช่วยลดความล้า และทำให้ทีมกลับมาโฟกัสได้ดีขึ้น


Checklist เริ่มต้นสำหรับองค์กรในไทย

ถ้าคุณกำลังคิดจะรีโนเวท/ย้ายออฟฟิศ ลองเริ่มถาม 6 ข้อนี้:

  1. ห้องประชุม “เสียงชัด ไม่ก้อง ใช้ประชุมออนไลน์แล้วรอด” ไหม?

  2. ออฟฟิศมี Social Node ที่ทำให้คนอยากคุยกันจริงหรือยัง?

  3. มี quiet zone ที่เงียบจริง และจุดโทรที่ไม่ต้องหลบมุมหรือยัง?

  4. การจองห้อง/การรับแขก “ลื่น” หรือยังต้องพึ่งแชท/โทรตามกันทั้งวัน?

  5. คุณมี feedback loop หลังใช้งานจริง 30–60 วันไหม?

  6. พื้นที่รองรับ “การสลับโหมด” ของคน (คิด/คุย/พัก) หรือยัง?

สรุป

Workplace ปี 2026 ไม่ได้เป็นเรื่อง “ทำให้ล้ำ” แต่เป็นเรื่อง “ทำให้เวิร์คกับชีวิตจริง” AI เข้ามาแทนที่งานบางส่วนได้ แต่สิ่งที่ทำให้ออฟฟิศมีคุณค่า คือ "ความเป็นมนุษย์ ความเชื่อมต่อ และพื้นที่ที่เคารพสมาธิของคน"


เครดิตแหล่งข้อมูล

บทความนี้สรุปและตีความจาก “10 Workplace Trends for 2026: What’s In and What’s Out?” โดย Gensler

bottom of page